

– เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายจิรวัตร์ มณีโชติ (แถวหน้า ที่ 4 จากซ้าย) รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “สัปดาห์ความปลอดภัยและห้องเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนน” ภายใต้โครงการ “เดินทางปลอดภัยไปโรงเรียน” (Chevron Street Wise) ระยะที่ 8 ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และ มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP Foundation) โดยมี นายอิทธิวัตร บุญสุวีรดิษฐ์ (แถวหน้า ที่ 5 จากซ้าย) ผู้จัดการฐานปฏิบัติการส่งกำลังบำรุงบนฝั่ง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด พร้อมด้วยผู้แทนจากภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน คณะผู้บริหาร ครูอาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนวรนารีเฉลิม เข้าร่วม ณ หอประชุมบงกชศรีเสาวภาคย์ โรงเรียนวรนารีเฉลิม อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP Foundation) และ โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา จัดกิจกรรม “สัปดาห์ความปลอดภัยและห้องเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนน” โดยได้รับเกียรติจาก นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านความปลอดภัยทางถนน ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนวรนารีเฉลิมกว่า 500 คนเข้าร่วมกิจกรรม

นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า “ความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะการส่งเสริมวินัยจราจรและการสวมหมวกนิรภัยอย่างถูกต้องเพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ขอชื่นชมเชฟรอน มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย และโรงเรียนวรนารีเฉลิม ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทั้งความปลอดภัยทางถนนและความตระหนักรู้ด้านการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งจะช่วยปลูกฝังให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ขอให้นักเรียนนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมถ่ายทอดไปยังครอบครัวและชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างการเดินทางที่ปลอดภัยและสังคมที่ยั่งยืน”

นางสาวกัณฑ์ฎามณี นิพพานชัย ที่ปรึกษาโครงการอาวุโส มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP Foundation) กล่าวว่า “กิจกรรมในปีนี้ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การคัดเลือกทูตความปลอดภัยทางถนน ที่จะทำหน้าที่เป็นแกนนำนักเรียนในการลดอุบัติเหตุ รณรงค์การสวมหมวกนิรภัย และเสริมสร้างวินัยจราจร การอบรมความปลอดภัยทางถนนแก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา เพื่อเสริมความรู้ด้านกฎจราจรและทักษะการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย และการประกวดวิดีโอ ‘เดินทางปลอดภัยไปโรงเรียน’ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนและขยายผลผ่านสื่อออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 3.6) ภายใต้กรอบทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2564–2573 ซึ่งมุ่งลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573”

นายอิทธิวัตร บุญสุวีรดิษฐ์ ผู้จัดการฐานปฏิบัติการส่งกำลังบำรุงบนฝั่ง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “สำหรับเชฟรอน ความปลอดภัยคือคุณค่าพื้นฐานที่สะท้อนอยู่ในทุกขั้นตอนการดำเนินงานของเรา และเป็นสิ่งที่เรามุ่งส่งต่อไปยังชุมชนที่เราอยู่ร่วมกัน โครงการ ‘เดินทางปลอดภัยไปโรงเรียน’ เป็นหนึ่งในความร่วมมือที่เชฟรอนให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 เพื่อส่งเสริมความรู้และวินัยด้านความปลอดภัยทางถนนให้แก่เยาวชน เราเชื่อว่าการปลูกฝังพฤติกรรมการเดินทางที่ปลอดภัยตั้งแต่ในวัยเรียน ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่สามารถขยายผลจากโรงเรียนสู่ครอบครัวและชุมชนได้อย่างยั่งยืน”

ในปีนี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 2,000,000 บาทแก่โครงการ “เดินทางปลอดภัยไปโรงเรียน” ระยะที่ 8 ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนแก่เยาวชนในจังหวัดสงขลา โดยร่วมกับมูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย หน่วยงานภาครัฐ และสถานศึกษา 11 แห่งในอำเภอสิงหนครและอำเภอเมือง ในการดำเนินกิจกรรมด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กิจกรรม “สัปดาห์ความปลอดภัยและห้องเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนน” เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้การสนับสนุนดังกล่าว และภายในงานยังมีการให้ความรู้เรื่องการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมประจำวัน เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยในโรงเรียนและชุมชน
โดยตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โครงการฯ ช่วยผลักดันอัตราการสวมหมวกนิรภัยของนักเรียนในพื้นที่ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50.8% จากผลสำรวจเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 และยังได้ช่วยส่งเสริมความรู้และทักษะการเดินทางอย่างปลอดภัยแก่เยาวชนและชุมชนแล้วกว่า 30,000 คน