
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ตรวจเยี่ยมการให้บริการ จุดพักรถหมวดทางหลวงเทพา อำเภอเทพา บนทางหลวงหมายเลข 43 ตอน จะนะ – ปาแด ซึ่งถือเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเดินทางสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีผู้บริหารกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง ส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กล่าวว่า จุดพักรถแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการ เสริมความปลอดภัยทางถนน สามารถรองรับรถบรรทุกได้ประมาณ 4 คัน และรถยนต์ส่วนบุคคลไม่น้อยกว่า 15–20 คัน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบครัน ทั้งห้องน้ำ ห้องละหมาดสำหรับพี่น้องมุสลิม และร้านค้าท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน โดยเชิญชวนผู้ใช้เส้นทาง หากเมื่อยล้าระหว่างเดินทางให้แวะพักเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลและวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง พร้อมแสดงความหวังว่า จุดพักรถแห่งนี้จะเป็นต้นแบบของการบริการที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอำเภอเทพา ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและแนวถนนเลียบชายฝั่ง โดยกรมทางหลวงได้ดำเนินการก่อสร้าง กำแพงหินทิ้ง (revetment) เพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างถนนและลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในระยะยาว โดยย้ำว่าพื้นที่นอกเขตทางจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกับกรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อวางแผนแก้ไขอย่างยั่งยืนตลอดแนวชายฝั่งทะเลภาคใต้
ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กรมทางหลวงรายงานว่า ได้ดำเนินการปรับปรุงและบำรุงรักษาโครงข่ายถนนในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงข่ายถนนเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก และปลอดภัย เช่น โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 43 ตอน จะนะ – ปาแด และโครงการพัฒนาจุดพักรถหมวดทางหลวงเทพา ซึ่งทุกโครงการดำเนินงานบนหลัก การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การวางแผนจนถึงการดำเนินการ เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง สร้างความโปร่งใส และลดข้อขัดแย้งในชุมชน

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า นโยบายของกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาและบำรุงรักษาโครงข่ายถนน ในภาคใต้ เพื่อเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน.